วันอังคารที่ 25 สิงหาคม 2569
TheBiz
E-Newsletter
ข่าวด่วน
จิ้งจอกเฒ่า ใช้ชีวิตการลงทุน อย่างระมัดระวัง อย่าประมาท สำหรับการลงทุนในหุ้น ด้วย นักลงทุน มีเป้าหมายเหมือนกัน นั่นคือ กำไร ดังนั้น มีกำไร ก็ต้องขาย คว้าไปก่อน จากนั้น ก็รอจังหวะ รอใช้กลยุทธ์....
โฆษณา / Advertisement
เศรษฐกิจธุรกิจ

ส.อ.ท. ชู “Buy Thai” ควบคู่มาตรการปลดล็อกการผลิต ขับเคลื่อน GDP ครึ่งปีหลัง 2569

โดย โชดก เลิศอักษรไพบูลย์24 ส.ค. 256916 ผู้อ่าน
ส.อ.ท. ชู “Buy Thai” ควบคู่มาตรการปลดล็อกการผลิต ขับเคลื่อน GDP ครึ่งปีหลัง 2569

ประธาน ส.อ.ท. ชู “Buy Thai” ควบคู่มาตรการปลดล็อกการผลิต ขับเคลื่อน GDP ครึ่งปีหลัง 2569

[img]https://i.postimg.cc/KjF27VK0/message-Image-1783337393891.jpg[/img]

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 ซึ่งขยายตัวร้อยละ 1.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังประคองการขยายตัวได้ ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงาน อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึงและมีลักษณะ K-shaped อย่างชัดเจน ซึ่งเห็นได้จากข้อมูลของ ส.อ.ท. เอง

ล่าสุดดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม (TISI) เดือนกรกฎาคม ผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีค่าดัชนีฯ อยู่ที่ 105.5 ขณะที่ขนาดย่อมอยู่เพียง 75.3 และรายกลุ่มอุตสาหกรรม ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์อยู่ที่ 109.0 เคมีภัณฑ์อยู่เพียง 59.7 และเป็นกลุ่มเดียวที่ลดลงต่อเนื่อง สะท้อนว่าเศรษฐกิจสองความเร็ว (Two-Speed Economy) เกิดขึ้นจริงทั้งในมิติขนาดกิจการและรายสาขา

การบริโภคภาคเอกชนในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวร้อยละ 1.9 ชะลอลงจากร้อยละ 3.3 ในไตรมาสก่อน ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization Rate : CapU) เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 57.47 ลดลงร้อยละ 3.2 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ TISI ไตรมาส 2 เฉลี่ยอยู่ที่ 86.1

ทั้งนี้ ส.อ.ท. วิเคราะห์ว่าการใช้กำลังการผลิตที่ต่ำ มีสาเหตุแตกต่างกันสามลักษณะซึ่งต้องใช้มาตรการต่างกัน ได้แก่ (1) กลุ่มที่เผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้างด้านต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบ ประกอบกับกำลังการผลิตส่วนเกินจากต่างประเทศ เช่น เคมีภัณฑ์ ปิโตรเคมี เหล็ก และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งถูกซ้ำเติมจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่กระทบการนำเข้าวัตถุดิบ

(2) กลุ่มที่การผลิตถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขเชิงนโยบาย เช่น โรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งที่ผ่านมาเดินเครื่องเกือบเต็มกำลังมาโดยตลอด แต่เมื่อการส่งออกถูกจำกัดและคลังจัดเก็บน้ำมันสำเร็จรูปเต็มความจุ จึงจำเป็นต้องปรับการผลิตให้พอดีกับความต้องการในประเทศที่ชะลอตัว และ

(3) กลุ่มที่กำลังการผลิตขยายตัวเร็วกว่าการผลิตจากการลงทุนระลอกใหม่ เช่น อิเล็กทรอนิกส์และแผ่นวงจรพิมพ์ ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกของการลงทุนที่กำลังทยอยเดินเครื่อง

ทั้งนี้ การส่งออกที่ขยายตัวในช่วงครึ่งปีแรกกระจุกตัวอยู่ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก ขณะที่การส่งออกสินค้ากลุ่มอื่นโดยรวมยังขยายตัวได้จำกัด จึงสอดคล้องกับภาคการผลิตที่ยังฟื้นตัวจำกัด

สำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป ส.อ.ท. เสนอแนวทางสองด้านควบคู่กัน ด้านแรก คือ การสร้างแรงส่งจากอุปสงค์ภายในประเทศผ่านโครงการ Buy Thai โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มสินค้าสำเร็จรูปที่มีการจ้างงานสูง และมีกำลังการผลิตเหลืออยู่มาก เช่น สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ และของใช้ในครัวเรือน ซึ่งปัจจุบันใช้กำลังการผลิตเพียงร้อยละ 37–50 จึงพร้อมเพิ่มการผลิตได้ทันทีเมื่อมีคำสั่งซื้อ และเป็นกลุ่มที่มีการจ้างงานสูง ตรงกับขาล่างของตัว K โดยการส่งเสริมช่องทางจำหน่าย และรณรงค์ให้คนซื้อสินค้าไทย ควบคู่กับการดูแลสินค้านำเข้าที่ทุ่มตลาด เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนกลับสู่ผู้ผลิตไทยอย่างแท้จริง

ด้านที่สอง คือ มาตรการปลดล็อกข้อจำกัดการผลิต ได้แก่ การพิจารณาเปิดการส่งออกน้ำมันส่วนที่เกินจากความต้องการและปริมาณสำรองในประเทศอย่างมีเงื่อนไข โดยการดูแลราคาขายปลีกยังดำเนินการได้ผ่านกลไกค่าการกลั่นที่มีอยู่ การเร่งรัดโครงการก่อสร้างภาครัฐพร้อมส่งเสริมการใช้เกณฑ์ Made in Thailand (MiT) ซึ่งจะช่วยฟื้นคำสั่งซื้อเหล็กและวัสดุก่อสร้างโดยตรง ตลอดจนการดูแลความมั่นคงด้านวัตถุดิบและโครงสร้างราคาพลังงานของภาคอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ส.อ.ท. ประเมินว่า หากยกระดับ CapU เพิ่มขึ้น 5 จุด จากระดับปัจจุบันที่ประมาณร้อยละ 57.5 เป็นร้อยละ 62.5 จะช่วยเพิ่ม GDP ภาคอุตสาหกรรมได้ประมาณ 140,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.7 ของ GDP โดยส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มสินค้าสำเร็จรูปที่ Buy Thai เข้าถึงได้โดยตรง และอีกส่วนสำคัญมาจากการปลดล็อกเชิงนโยบายข้างต้น

ในอีกด้านหนึ่ง การลงทุนถือเป็นแรงสนับสนุนสำคัญของเศรษฐกิจ โดยการลงทุนรวมในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวร้อยละ 9.1 และการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวถึงร้อยละ 13.4 เร่งขึ้นจากร้อยละ 10.1 ในไตรมาสแรก สะท้อนแรงส่งของการลงทุนในอุตสาหกรรมศักยภาพ โดยเฉพาะเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ ปัญญาประดิษฐ์ และ Data Center

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญ คือ การทำให้การลงทุนเหล่านี้สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในประเทศได้กว้างขึ้น โดยปัจจุบันโครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในครึ่งปีแรกมีการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศประมาณร้อยละ 42 ของมูลค่าวัตถุดิบทั้งหมด

เป้าหมายของ ส.อ.ท. คือ การยกระดับสัดส่วนนี้ให้สูงขึ้นผ่านการเชื่อมโยงกับผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ไทย การใช้สินค้า Made in Thailand (MiT) การถ่ายทอดเทคโนโลยี ตลอดจนการพัฒนาทักษะและการจ้างงานที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อให้การขยายตัวของการลงทุนยกระดับขีดความสามารถของภาคการผลิตไทยในระยะยาว

โฆษณา / Advertisement